Review: Mac Mini (Mid 2011)

20 Aug

สวัสดีครับ หลังจากได้ลองใช้งาน Mac Mini มาสักพัก ก็ขอเขียนรีวิวสักหน่อยครับ เผื่อใครกำลังวางแผนที่จะซื้อ อาจจะใช้ช่วยตัดสินใจได้ไม่มากก็น้อยครับ

Specification

มาดู ​Spec กันก่อน Mac Mini ตัวที่ผมใช้อยู่นั้นเป็นตัวเล็กสุดของรุ่น Mid 2011 ครับ มี Spec ที่สำคัญ ๆ ดังนี้

1. 2.3 GHz. Core i5 (Sandy bridge)

2. 2 GB Ram (1 GB *2) pre-installed (ผมไปซื้อแรม 4 GB * 2 มาเปลี่ยนเองตอนหลัง)

3. Intel HD Graphics 3000 (หน้าเว็บบอกใช้แรม share 288 MB แต่จาก system info. บอกว่ามี total ทั้งหมด 512 MB)

4. HDD ขนาด 500 GB

5. ช่องต่อที่สำคัญ HDMI*1, Thunderbolt*1, USB*4, FireWire*1, Ethernat Lan*1, SD Card Slot, Audio in/out

6. มีลำโพงในตัว!!!

7. OSX Lion pre-installed

เนื่องจากเจ้า Mac mini ที่มาในกล่อง จะมาพร้อมกับ สายไฟ และหัวแปลง HDMI เป็น DVI เท่านั้น ทำให้เกิดภาระสำหรับผู้ซื้อเพิ่มเติม ในการจะต้องหา หน้าจอ, คีย์บอร์ดและเมาส์เพิ่มเติมเอาเอง (แต่ผมเองมีจอ LCD Monitor ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ก็เลยประหยัดไปได้อีกนิดนึง)

การใช้งาน

การเปิด/ปิด  sleep/wake สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เร็วกว่า Windows มาก

การใช้งานทั่วไป Mac Mini สามารถทำงานได้รวดเร็วดี ไม่มีอาการติดขัด การกระตุกของการแสดงผล หรือช้าจากการเปิดโปรแกรมจนเห็นได้ชัด แม้ว่า Spec ที่มีจะเป็น HDD แบบปกติและการ์ดจอเป็นแบบ on-board ก็ตาม

ปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องแรมที่ผมได้ใส่เพิ่มจากที่แต่เดิมมีมาให้ 2GB เป็น 8GB

ในกรณีปกติ แรมที่มีอยู่ 2GB นั้นจัดได้ว่าน้อยมาก เนื่องจากจะต้องถูกแบ่งไปให้ส่วนของ HD Graphics 3000 นำไปใช่้งานขั้นต่ำที่ 288 MB สูงสุดไม่น่าเกิน 512 MB ตามที่ใน System Info ระบุ ก็จะทำให้เหลือใช้งานของระบบและ Application ต่าง ๆ แค่ประมาณ 1.5 GB เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ขณะที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ ผมเปิดใช้งาน Safari, Twitter, Adium, Activity Monitor และ System Information ค้างเอาไว้ ก็ใช้แรมไปแล้วถึง 2.55 GB และแน่นอน ส่วนต่าง 1 GB ที่เกินมา หากผมมีแรมแค่ 2 GB เท่าที่ได้มาตอนแรก มันจะเกิดการ Swap Memory ไปไว้ยัง Harddisk เป็นจำนวนมาก และความช้าในการใช้งานก็จะเกิดขึ้นทันทีแน่นอน

ประเด็นถัดมาที่ได้ลองทดสอบคือการลองเล่นไฟล์วิดีโอความละเอียด 1080p ซึ่งผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงจะยังสงสัยอยู่ว่าเจ้าการ์ดจอ Intek HD Graphics 3000 เนี่ย มันจะรับมือได้ไหม โดยผมได้ทดลองเล่นวิดีโอบน youtube ไฟล์นี้

มากกว่ารัก โรส covered by #iHear feat. @panraphee & @Kitti3Miti

ผลที่ได้คือสามารถเล่น Video ได้อย่างลื่นไหลเลยครับ ไม่มีอาการกระตุก และเสียงที่ได้จาก built-in speaker ก็ค่อนข้างมีคุณภาพ ดังชัดเจนดีทีเดียวครับ (ตรงนี้การใช้งานแรมมีการขยับเพิ่มขึ้นมาอีก จากเดิมเมื่อสักครู่ 2.55 GB เป็น 2.83 GB ครับ)

ขอแสดงรูปการใช้งาน บนหน้าจอความละเอียด 1080p ไว้เป็นตัวอย่างครับ

หน้าจอการใช้งานปกติ

 

 

 

 

 

 

 

สรุป

Mac Mini(Mid 2011) มาด้วย Spec ที่ไม่สูงมากแต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานทั่ว ๆ ไป เช่น เขียนโค้ด, ดูหนัง (ได้ถึง 1080p), ฟังเพลง, เล่นเกมเบา ๆ แนว casual ได้อย่างสบาย เหมาะสำหรับที่จะเป็น Mac เครื่องแรก หากไม่ต้องการจะเสียเงินในหลัก 30k (ยิ่งมีจอมอนิเตอร์, คีย์บอร์ดและเมาส์อยู่ด้วยแล้วจะยิ่งประหยัดได้มาก) และด้วยน้ำหนักเพียง 1.22 Kg. ทำให้คุณสามารถพกพาไปทำงานได้อย่างสบายได้อีกด้วย แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องมีชุดจอมอนิเตอร์ คีย์บอร์ดและเมาส์พร้อมอยู่ที่บริษัทคุณแล้วนะ

ข้อเสียคือไม่มี DVD Drive ก็อาจจะทำให้คุณดูหนังแผ่นลำบากขึ้นนิดนึง และจะทำให้คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายแอบแฝงต่าง ๆ อีกมาก เพราะ Apple ให้แต่ตัว Mac Mini มาเครื่องเดียวเท่านั้น ที่เหลือคุณไปซื้อเอาเอง รวมถึงแรมที่แนะนำว่า “ต้องซื้อมาเพิ่ม” ครับ

 

หากมีข้อสงสัยด้านการใช้งาน หรืออยากให้ทดสอบเรื่องอะไรเป็นพิเศษก็แจ้งเข้ามาได้นะครับ ไว้จะหาโอกาสรีวิวเจ้า OSX Lion กันต่อ ยังมีเรื่องอีกเยอะให้เล่าให้เขียนได้อยู่ครับ :)

Google เปิดตัว What do you love ? ต่อจาก Google Plus

14 Jul

Google พึ่งเปิดตัว Search Engine รูปแบบใหม่ล่าสุด นามว่า What do you love ? ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวตามมาติดๆ ต่อจาก Google Plus เลยทีเดียว WDYL.com หรือ What do you love นี้ เป็นระบบค้นหา ที่ให้ผู้ใช้มาใส่สิ่งที่ตัวเองรักหรือชอบ ในช่อง และเมื่อกดปุ่มหัวใจแล้ว มันก็จะแสดงผลการค้นหาที่ดึงมา จาก Service ต่างๆ ของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google Trends, Google Maps, Google Translate, Videos, Books, Pictures, News, Patents ฯลฯ รวมกันมาอยู่ในหน้าเดียว ถ้ายังไม่เห็นภาพ ลองดูวิดีโอด้านล่างนี้ดูครับ

เราสามารถค้นหาพวกอาหาร หนัง ดารา ฯลฯ ที่เราชอบได้ผ่านระบบนี้
ลองทดสอบ What do you love ?

น่าสนใจที่เดียวครับ สำหรับการเปิดตัวของ What do you love ? ที่ต่อจาก Google Plus
ต้องดูกันต่อว่า Google จะมีอะไรมาเซอไพรซ์พวกเราอีก
และพีเนียนบล็อกจะไม่ลืมนำมาเล่าสู่กันฟังครับ

สวัสดีครับ

Marketing Geek – การวางแผนทางการตลาด

4 Jul

บทความที่แล้วเราได้พูดถึง การสร้างแบรนด์ไปแล้ว ในบทความนี้ เราจะไปดูต่อถึงการวางแผนทางการตลาด เพื่อสื่อสารแบรนด์ที่เราได้ออกแบบไว้แล้วไปยังลูกค้าครับ

ความสำคัญของการวางแผนทางการตลาด

คุณปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ กล่าวไว้ว่า บริษัทมีเวลาการปฏิบัติงานแค่สองช่วงเท่านั้น คือวันนี้ กับพรุ่งนี้ และการทำงานในวันนี้จะเป็นการสร้างวันพรุ่งนี้
ในการวางแผนการตลาด หรือการกำหนดกลยุทธทางการตลาดนั้น จะต้องพิจารณาถึงมูลค่า หรือคุณค่าของสินค้าหรือบริการ รวมถึงมุมมองของลูกค้า หรือปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หรือบริการนั้นๆ

คำถามที่ต้องถามก่อนเพื่อวิเคราะห์มูลค่าของสินค้าและบริการ

  • ต้นทุนของสินค้าและบริการนั้น เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยหรือเปล่า
  • จำเป็นที่ต้องมี Features ทั้งหมดนั่นเลยหรือไม่
  • สินค้าและบริการของเราสำหรับ ลูกค้าแบบกว้างๆไม่เจาะจงกลุ่ม (Mass) หรือเฉพาะเจาะจง (Niche)
  • ส่วนต่างๆที่ประกอบกันในสินค้าและบริการของเรา สามารถลดต้นทุนลงอีกได้หรือไม่
  • มี Partner หรือ Supplier รายอื่นที่สามารถผลิตสินค้า หรือส่วนของสินค้าและบริการได้ถูกกว่าที่มีอยู่หรือไม่

มิติของคุณค่าในสายตาของลูกค้า (Dimensions of consumer value)

เราจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการของเรา มีอยู่ 3 ส่วนที่ต้องพิจารณาคือ

  • Extrinsic vs Intrinsic Value เป็นคุณค่าจากภายนอก คือต้องมีสิ่งภายนอกมาช่วยให้เกิดคุณค่า เช่นตะปูต้องมีค้อนมาช่วยตอก หรือว่าเป็นคุณค่าจากภายในตัวมันเอง เช่น ร้าน The Forum Shops ใน Las Vegas (ดูรายละเอียดได้ที่ www.forumshops.com)
  • Active vs Reactive Value เป็นคุณค่าที่เกิดจากการทำงาน หรือได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นเกม Crossword, IKEA หรือว่าเป็นแบบที่ตอบสนองก็เกิดคุณค่าแล้ว เช่น โรงภาพยนตร์
  • Self vs Other Oriented (Me vs We) เป็นแบบที่มีเป้าหมายให้เฉพาะตัว คือได้ประโยชน์คนเดียว หรือทั้งหมดทุกคน เช่นเรื่องของ Green การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่าใช้สินค้าและบริการนี้แล้วช่วยลดโลกร้อน หรือเอาเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญ

ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและบริการ

ลูกค้าไม่ได้ซื้อตัวสินค้าและบริการ แต่ลูกค้าซื้อผลประโยชน์ที่ตัวลูกค้าได้รับ (Benefits) ซึ่งอาจมองจาก 5 ปัจจัยดังนี้

  1. Functional Value คุณค่าจากการทำงานจริง
  2. Emotional Value จากอารมณ์หรือความรู้สึกที่ได้รับ
  3. Social Value จากการเป็นที่ยอมรับในสังคม การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อน เช่น BB
  4. Novelty Value จากความใหม่ การเบื่อของเก่า อยากลองของใหม่
  5. Situational Value จากสถานการณ์ต่างๆ

การวางแผนทางการตลาด

มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ

  1. Market Choice ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ การกำหนดนิยามของตลาดของเรา การหากลุ่มลูกค้า (Segmentation), สร้างความแตกต่างทำ Positioning และต้องดูว่าตลาดที่เราต้องการเข้าไปนั้น น่าสนใจจริงหรือไม่ อะไรดึงดูดลูกค้า และเราเลือกที่จะเข้าไปเป็นแบบไหน ผู้นำในตลาด, ผู้ตามที่รวดเร็ว, ผู้ผลิตให้กับผู้นำตลาด ฯลฯ
  2. Value Proposition กำหนดคุณค่าทีเราจะเสนอให้ลูกค้า ซึ่งเกิดจากแบรนด์ และทิศทางของแบรนด์ที่เราสร้าง เป้าหมายของบริษัท ความแตกต่างจากคู่แข่ง
  3. The Key Relationships มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ลูกค้า คู่แข่ง และผู้ร่วมงาน

คุณค่าของส่วนแบ่งทางการตลาด

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. กลุ่มที่มีรูรั่วของการตลาด ผู้ใช้ไม้ได้ใช้สินค้าและบริการของเรา แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยคือ

  1. Service not offered หมายถึงส่วนที่สินค้าและบริการที่มีอยู่ ไม่ครอบคลุมการให้บริการนั้น อาจเกิดจากความล้าหลังทางเทคโนโลยี หรือเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แต่ยังไม่มีใครเสนอให้ ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะอาจเป็นช่องทางใหม่ๆให้เราเข้าไปเติมเต็มได้
  2. Customers not covered หมายถึงสินค้าและบริการนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ได้จริง หรือว่าไม่ได้เข้าใจลูกค้าที่ดีพอ
  3. Customers competed for and lost หมายถึงสินค้าและบริการนั้นเกิดความผิดพลาด หรือเกิดปัญหาบางอย่าง ลูกค้าตั้งใจจะซื้อในตอนแรก แต่เปลี่ยนใจไม่ซื้อแล้ว ในกลุ่มนี้นักการตลาดจะทำ Market Research เพื่อหาว่าเกิดอะไรขึ้น ? หรือเกิดความผิดพลาดอะไร ? ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อ ? เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

2. กลุ่มที่เป็นส่วนแบ่งทางการตลาดของเรา
แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ

  1. Customers competed for and win หมายถึงลูกค้าตั้งใจจะซื้อสินค้าและบริการเรา แล้วก็ซื้อจริงๆ ในกลุ่มนี้เราต้องคอยเช็คความพึงพอใจ ติดตามดูว่าหลังจากใช้สินค้าและบริการไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งในกลุ่มย่อยนี้ อาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยย่อยลงไปอีก เป็นแบบลูกค้าที่จงรักภักดี ลูกค้าที่อาจจะเปลี่ยนใจ ฯลฯ
  2. Customers not competed for หมายถึงลูกค้าไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อในตอนแรก แต่ก็ซื้อ เรียกว่าเป็น Impulse Buyer อันนี้อาจเกิดจากโปรโมชั่น หรือโฆษณาที่ถูกใจ หรือว่าตอนแรกตั้งใจจะมาซื้อแบรนด์ A แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนมาซื้อแบรนด์ B นักการตลาดก็จะตามหาว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ลูกค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อ อะไรทำให้เปลี่ยนใจ ซึ่งอาจใช้วิธีสำรวจเก็บข้อมูลลูกค้าก่อนเข้าว่าจะซื้ออะไร เทียบกับหลังจากออกมาแล้ว ก็จะได้ส่วนต่างที่ไม่ตรงกับที่ตั้งใจจะมาซื้อนั่นเอง

จบแล้วครับตอนนี้ สวัสดีครับ

Marketing Geek – การสร้างแบรนด์

2 Jul

สวัสดีครับ
ซีรี่ย์ Marketing Geek นี้ เกิดจากการที่ผู้เขียนต้องสอบวิชาการตลาด แล้วอ่านหนังสือสอบไม่ค่อยจะทันครับ เลยขอมาเขียนสรุปไว้บนพีเนียนบล็อกละกัน เผื่อผู้อ่านอยากอ่านแนว Marketing บ้าง สำหรับตอนแรกนี้มีชื่อว่า การสร้างแบรนด์

ความสำคัญของแบรนด์ ?

แบรนด์มีมูลค่ามากนะครับ ถ้าสินค้าหรือบริการใดๆไม่มีแบรนด์ คนจะมามองกันที่ราคา แล้วเลือกดูเอาที่ราคาแทน เมื่อวันก่อนผู้เขียนไปที่ Food Court ไปซื้อน้ำเปล่า มันมีสองแบบให้เลือกครับ น้ำดื่มแบบมีแบรนด์เป็นที่รู้จัก กับน้ำดื่มยี่ห้อบ้านๆ ซึ่งทั้งสองแบบขายในราคาเท่ากัน พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ เลือกหยิบเอาน้ำดื่มที่แบรนด์ดีก่อน

ภูเขาน้ำแข็งกับแบรนด์

ผู้อ่านรู้จักภูเขาน้ำแข็งในทะเลใช่ไหมครับ ที่่มียอดโผล่พ้นน้ำออกมานิดเดียว แต่ที่อยู่ใต้ทะเลนั้นใหญ่กว่ามากมาย ซึ่งภูเขาน้ำแข็งนี้ถูกเอาไปใช้อธิบายได้หลายๆอย่าง กับแบรนด์ก็เช่นเดียวกัน ภาพที่ลูกค้าเห็นนั้นคือ ชื่อแบรนด์ที่ดังแล้ว, สัญลักษณ์, การบรรจุภัณฑ์, โปรโมชั่น, โฆษณา เปรียบเหมือนส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง แต่จริงๆแล้วกว่าแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้ มันมีสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จซ่อนอยู่ใต้ทะเล คือการสร้างแบรนด์นั่นเอง ซึ่งใหญ่กว่าและต้องใช้เวลา

แบรนด์ ภาพที่ลูกค้าเห็น

สมการของแบรนด์คือ F+E=X
ย่อมาจาก Functional + Emotional = Experience
แบรนด์ คือกลุ่มของคุณค่าทางด้านการทำงาน และด้านอารมณ์ที่รวมกันแล้วก่อให้เกิดคำสัญญา ที่จะสร้างประสบการณ์ทีดี และเป็นเฉพาะตัว ส่งให้ลูกค้า

มาสร้างแบรนด์กันเถอะ

อย่างที่บอกไปตอนต้นแล้วว่า ถ้าไม่มีแบรนด์ สินค้าและบริการนั้นก็จะกลายเป็นของทั่วๆไป ดาดๆ ปนกับสินค้าบริการที่มีอยู่ แล้วไปแข่งด้านราคาแทน สำหรับการวางแผนสร้างแบรนด์นั้น ก็ให้กำหนดสินค้าและบริการการของเรา ให้ตรงกับสมการแบรนด์ดังนี้

Functional แยกเป็นสองส่วนให้พิจารณาคือ ภายในกับภายนอก

  • ภายในคือ Core Competency คือทักษะ ความสามารถที่เราเก่งกว่าคู่แข่ง หรือความสามารถพิเศษที่เหนือกว่าผู้อื่น ความเชี่ยวชาญชำนาญที่เราแน่กว่า เป็นจุดแข็ง เช่น Canon นั้นมี Core Competency คือเรื่องของเลนส์ Optical System โดยแต่ละสินค้าและบริการของเราก็ควรมี Core Competency 3-5 อย่าง ไม่ควรมีเยอะ ไม่อย่างนั้นก็อาจจะไม่ใช่จุดแข็งของเราจริงๆก็ได้
  • ภายนอกในส่วนของ Functional คือ Positioning หรือการกำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในตลาด แปลไทยเป็นไทยคือ ภาพที่ต้องการให้ลูกค้าเห็น (Registered in customers mind) ตำแหน่งที่ให้ลูกค้าเห็นเมื่อเทียบกับสินค้าและบริการอื่นๆ

Emotional เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก แยกเป็นสองส่วนให้พิจารณาเช่นกันคือ ภายในกับภายนอก

  • ภายในคือ Culture หรือวัฒนธรรมในองค์กร ที่ให้พนักงานภายใน รู้สึกถึงแบรนด์ เข้าใจถึงแบรนด์ตรงกัน
  • ภายนอกคือ Personality หรือบุคลิกภาพของแบรนด์ที่ต้องการสื่อออกไปให้ลูกค้าเห็น ก็แปลตรงตัวเหมือนเรามองเห็นคนแต่ละคนที่มีบุคลิกภาพต่างๆกัน เมื่อเปลี่ยนแบรนด์ให้เป็นคนแล้วเราอยากให้เป็นคนแบบไหน ?

ลักษณะเฉพาะของแบรนด์

แบรนด์เป็นการสื่อสาร ระหว่างผู้ผลิต กับลูกค้า โดยอาจแบ่งเป็นสามประเภทได้ดังนี้

  1. จากตัวของแบรนด์เอง เป็นที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นมาส่งไปให้ลูกค้า
  2. จากลูกค้าที่ใช้แบรนด์ เป็นความรู้สึก มุมมองที่มีต่อลูกค้าเมื่อใช้แบรนด์
  3. จากผู้คนที่อยู่รอบตัวของผู้ใช้แบรนด์นั้น เมื่อคนรู้จัก คนอื่นๆ สังคม ที่อยู่ร่วมกับผู้ใช้แบรนด์นั้น รู้สึกอย่างไรกับแบรนด์นั้น

หน้าที่ของเราคือต้องมองภาพการสื่อสารแต่ละทาง สร้างเนื้อเรื่องให้แบรนด์ หาความแตกต่าง ฉีกออกจากกรอบเดิมๆ ทำให้เกิดความรู้สึกต่างๆ อันนี้ก็แล้วแต่ผู้สร้างแบรนด์

พีเนียนบล็อกจะมีแบรนด์ ?

ถ้าผู้เขียนสอบเสร็จแล้ว จะกลับมาสร้างแบรนด์ให้พี่เนียนบล็อกครับ เราจะมาวิเคราะห์บล็อกที่มีตามท้องตลาด ดูความแตกต่างและความโดดเด่นของพีเนียนบล็อกกัน โดยเทียบกับ สมการแบรนด์

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ..

ระหว่างคนดีกับคนเก่ง เลือกใครดี ?

2 Jul

เมื่อเช้าได้ดูละครเรื่อง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ เป็นตอนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ที่มีผู้สมัครแบบเป็นคนเก่ง กับคนดี แล้วเด็กๆก็สับสนว่าจะเลือกใครดี ก็มีคนบอกว่าให้เลือกคนที่ทั้งเก่งและดีสิ เด็กตอบว่าไม่มี -*- คนเก่งและดีไม่มาสมัครเป็น สส. ทั้งหมดจึงไปปรึกษาอาป๊า

อาป๊าบอกว่าให้เลือกคนดีสิ เพราะว่าคนดี ก็จะพาคนเก่งเข้ามาช่วยงาน แล้วคนเก่งที่เข้ามาก็เป็นคนดีด้วย เพราะว่าคนดีจะดึงคนดีด้วยกันเข้ามา แต่ถ้าเลือกคนเก่งที่โกงเข้ามา อันนี้ประเทศชาติจะย่ำแย่

แล้วเด็กก็ถามอาป๊าต่อว่า จะมีวิธีดูว่าคนไหนเป็นคนดียังไงล่ะ ? อาป๊าตอบว่า ให้มองเข้าไปที่สายตา ว่ากลอกไปกลอกมา หลบตาหรือเปล่า หรือว่าให้ใช้ความรู้สึกมอง อาป๊าเปรียบเทียบกับคนหัวล้าน ที่ความรู้สึกจะเป็นตัวตัดสินว่าอันไหนเรียกว่าล้าน หรือว่าผมบาง หรือว่าหรอมแหรม (ตัวอย่างนี้ผู้เขียนแอบขำนิดหน่อย) แล้วก็ให้ดูจากผลงานที่เคยทำมา หรือเจตนา

ก็อย่าลืมไปเลือกตั้งกันนะครับ วันพรุ่งนี้แล้ว
เลือกคนดี !! เพราะว่าคนดีจะพาคนเก่งเข้ามา ตามที่อาป๊าบอกนะครับ

ปิดท้ายด้วยมุขจากเพื่อนผมพีเนียนดำ
มุขนี้ลองใช้ดู 9 ใน 10 คนจะหัวเราะออกมา อีก 1 คนจะยิ้มๆ
ไปดู Celeb คนดังว่าเค้าเลือกพรรคอะไร

ลองฟังตรงท่อนฮุคดีๆนะครับ
Look like love ยิ่งรัก ยิ่งรัก ยิ่งรัก ยิ่งรัก
Look like love ยิ่งรัก ยิ่งรัก ยิ่งรัก ยิ่งรัก

ขำๆนะครับ :p