Archive by Author

มาดูวิธีการชาจแบตที่ถูกต้องกันดีกว่า

8 Jul

หลายๆคนเวลาซื้ออุปกรณ์เคลื่อนที่อิเล็คโทรนิคหรือไรทั้งหลายแหล่ก็เหอะ ก็คงจะเจอกับปัญหานี้กันแทบทุกคนนั่นก็คือ มันต้องชาจแบตไงให้อยู่ได้นานๆน่ะ

ยิ่งถ้าซื้อมือถือด้วยแล้ว มันเป็นอะไรที่เราเปิดตลอดเวลา บางคนก็จะยิ่งสงสัยไปอีก คนนึงบอกอย่าง อีกคนก็บอกอย่าง ไม่รู้จะทำยังไงดี

วันนี้เราจะมาดูวิธีการชาจแบตที่ถูกต้องกันดีกว่า มาเริ่มกันเลยมั้ยพี่น้อง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตแบบต่างๆก่อนดีกว่า

1. Ni-Cd: แบตนี้เป็นแบตรุ่นบุกเบิกใช้ในมือถือรุ่นเก่าๆ เครื่องรุ่นกระดูกหมาที่หนักๆเป็นต้น แบตแบบนี้มีข้อเสียมากมายทั้งหนัก เรื่องมาก ฯลฯ ทำให้แบตแบบนี้เลิกใช้กันไปแล้ว เพราะงั้นผมจะไม่พูดถึงมันอีกนา

2. Ni-MH: แบตแบบนี้เป็นแบตที่ถูกพัฒนาออกมาเพิ่อลบข้อเสียของแบบแรก โดยในปัจจุบันยังมีใช้อยู่เป็นจำพวกถ่ายชาจส่วนใหญ่ เพราะงั้นผมคงต้องพูดถึงมัน

3. Li-ion: แบตแบบนี้เป็นแบตที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะว่าราคาไม่แพงมาก อีกทั้งยังมีข้อเสียน้อยกว่าสองแบบแรกอีก จึงไม่แปลกที่จะเป็นที่นิยม เพราะงั้นผมคงจะต้องเน้นมันหน่อย

4. Li-Polymer: แบตชนิดนี้เป็นแบตชนิดล่าสุดที่ใช้กันทั่วไป(เท่าที่ผมรู้นะ) แม้ว่าจะมีข้อเสียน้อยกว่าทั้งสามแบบข้างต้น แต่มันก็ยังมีราคาที่แพงอยู่จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับแบบที่สาม เพราะงั้นผมจะกล่าวถึงมันแต่ไม่เน้นมากนะ

ทีนี้เรามาเริ่มดูวิธีการชาจที่ถูกต้องของแบตแต่ละแบบกันเลยดีกว่า

1. Ni-Mh: แบตแบบนี้ไม่มี Memory Effect หรือก็คือเราไม่จำเป็นต้องใช้แบตให้หมดก่อนชาจก็ได้ ดังนั้นเราจะชาจเมื่อไรก็ได้ เพียงแต่การชาจในครั้งแรกๆเราต้องกระตุ้นแบตก่อน โดยการชาจครั้งละสิบหกชั่วโมงแล้วใช้ให้(เกือบ)หมดแล้วชาจอีกสิบหกช่ัวโมง ทำงี้สักสามครั้ง แล้วค่อยชาจปกติ

2. Li-ion: แบตแบบนี้ไม่มีทั้ง Memory Effect และไม่ต้องกระตุ้นแบตในการใช้งานครั้งแรกๆด้วย เพราะงั้นเมื่อเราได้มันมาก็สามารถจะชาจยังไงก็ได้ตามใจเราได้เลย แต่มีข้อห้ามที่สำคัญที่สุดอยู่ข้อหนึ่งก็คือ ห้ามให้มันหมดเด็ดขาด ไม่งั้นตัวสารประจุไฟจะเปลี่ยนชนิดไปทำให้ไม่สามารถประจุไฟได้อีกพูดง่ายๆก็คือเสื่อมนั่นแหละ

3. Li-Polymer: แบตแบบนี้เป็นแบตที่ชิลมาก เพราะว่าเราจะชาจยังไงก็ได้ ไม่มีผลไรกับมันเลย จะให้มันหมดก็ได้ นี่แหละเป็นข้อได้เปรียบของแบตแบบนี้ พูดสรุปง่ายๆ แบตแบบนี้ดีสุดชาจเมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ

Life cycle การนับจำนวนการชาจแบต

เนื่องจากแบตเองจะมีจำนวนการชาจไฟใหม่ได้จำกัดแล้วแต่ชนิดของตัวแบตเองซึ่งแบตแต่ละประเภทก็มีการนับจำนวนการชาจไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเรารู้ไว้ก็จะช่วยให้แบตเรายืดอายุได้อีก เรามาเริ่มดูกันเลยดีกว่า

1. Ni-Mh: แบตแบบนี้การเสียบไปชาจครั้งหนึ่งก็ถือเป็นการชาจหนึ่งครั้ง ไม่ว่าครั้งนั้นจะชาจไฟเยอะขนาดไหนก็ตาม เช่นถ้าเราใช้ไฟไป 5% เสียบไฟมันก็นับ 1 ครั้ง ใช้ไป 95% เสียบไปมันก็นับ 1 ครั้ง เพราะงั้นถ้าเกิดเราใช้แบตแบบนี้อยู่ละก็แล้วที่ชาจมันไม่ดี ติดๆดับๆ มันก็จะทำให้แบตเราเสื่อมเร็วขึ้น

2. Li-ion & Li-Polymer: แบตทั้งสองแบบนบี้มีการนับจำนวนการชาจเหมือนกันคือ มันจะนับตามจำนวนประจุไฟที่มันชาจไป เช่น ถ้าเกิดเราใช้ไฟไป 30% แล้วชาจไฟมันจะยังไม่นับเป็นหนึ่งครั้ง แล้วเราใช้อีก 30% ก็ชาจอีกก็จะยังไม่นับ แต่ถ้าเราใช้อีก 40% แล้วชาจไฟ การชาจไฟทั้งสามคร้ังรวมกันได้ 100% มันถึงจะนับเป็น 1 ครั้ง เพราะงั้นแบตสองแบบนี้จะชาจตอนไหนก็ได้ตามใจเราได้เลย แทบไม่มีผลกับการเสื่อมที่ผิดปกติของแบตเลย แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้ว แบตแบบ Li-ion ห้ามให้มันไฟหมดเป็นอันขาดไม่งั้นเราจะเสียใจ

ตอนซื้อแบตละ

เวลาเราซื้อแบตมาใหม่ๆ บางทีพนักงานก็แนะนำอย่างนึง ไปซื้ออีกรอบก็แนะอีกอย่าง เรามาดูวิธีที่ถูกต้องกัน

1. Ni-Mh: อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นแล้วว่าแบตแบบนี้ต้องทำการกระตุ้นแบตก่อนถึงจะใช้งานได้ปกติ ดังนั้นการชาจในครั้งแรกๆเราต้องกระตุ้นแบตก่อน โดยการชาจครั้งละสิบหกชั่วโมงแล้วใช้ให้(เกือบ)หมดแล้วชาจอีกสิบหกช่ัวโมง ทำงี้สักสามครั้ง แล้วค่อยชาจปกติ

2. Li-ion & Li-Polymer: แบตทั้งสองแบบนี้อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องทำการชาจแบต อีกทั้งแบตแบบ Li-ion เองนั้นห้ามไม่ให้ไฟหมด ดังนั้นทางโรงงานจะทำการประจุไฟมาให้อยู่แล้วแต่แรกประมาณ 60% ของความจุ ดังนั้นเวลาเราไปเลือกซื้อของที่ใช้แบตแบบนี้แล้วขอเขาลองตรงนั้น ถ้าเกิดว่าแบตมันไม่มีไฟให้ระแวงไว้ก่อนเลยว่าไม่ปกติ เพราะอย่างน้อยๆแบตมันก็คงจะเสื่อมไปบ้างแล้ว และเมื่อซื้อแบตมาแล้วก็สามารถใช้งานได้เลยไม่ต้องทำการกระตุ้นแบตแต่อย่างใด การชาจก็ชาจแบบทั่วๆไปปกติตั้งแต่ครั้งแรกได้เลย

การเสียบชาจไฟที่ถูกต้อง

โดยปกติคนทั่วไปจะไม่ทราบว่าต้องเสียบเต้าเสียบก่อนแล้วค่อยเสียบสายเข้าอุปกรณ์ หรือเสียบสายเข้าอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยเสียบเต้าเสียบ เพราะว่าคิดว่าคงไม่ต่างกัน ซึ่งอันที่จริงมันมีผลต่างกันพอสมควรเลย

การเสียบไฟที่ถูกต้องนั้นจะต้องเสียบเต้าเสียบเข้ากับปล๊ักก่อนแล้วค่อยเสียบสายเข้าอุปกรณ์เพื่อให้ไฟไหลเข้าตัวหม้อแปลงไฟก่อนเป็นการปรับให้แรงดันไฟฟ้ามันนิ่งแล้วค่อยเสียบเข้าอุปกรณ์ ถ้าเราเสียบสายเข้าอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยเสียบเต้าเสียบอาจจะทำให้ไฟกระชากได้ ซึ่งจะเป็นผลเสียกับอุปกรณ์ เคยมีคนทำแบบนี้แล้วเครื่องพังไปเลยก็มี

ถ้าไม่ใช้แบตละจะเก็บไง

เรื่องนี้ผมทราบแค่ของ Li-ion กับ Li-Polymer นะครับแต่คิดว่า Ni-Mh ก็คงจะเหมือนกัน ก็คือถ้าเกิดเราจะไม่ใช้แบตนั้นเป็นเวลานานๆละก็ ให้ทำงี้ครับ ก่อนอื่นก็ชาจแบตไปให้เต็มหรือเกือบเต็มก่อน เมื่อแบตเต็มแล้วก็ให้นำแบตใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่นไม่ให้อากาศเข้าไปได้ แล้วนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งครับ เพราะว่าธรรมชาติของแบตนั้น ถึงแม้เราจะไม่ใช้มันมันก็จะมีการคายประจุด้วยตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา แล้วการคายประจุนี้จะขึ้นกับอุณหภูมิของตัวแบตครับ ยิ่งร้อนมันก็จะยิ่งคายเยอะครับ ดังนั้นเราจึงควรเก็บแบตไว้ในที่เย็นๆครับ และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือจำนวนไฟในแบตครับ ยิ่งมากมันก็จะยิ่งคายเร็ว ดังนั้นทางโรงงานจึงไม่ประจุมาให้เต็มแต่แรกครับ เพราะว่าถึงประจุมาเต็ม มันก็จะลดเร็วอยู่ดีกว่าจะถึงมือเราๆก็คงจะเหลือมากกว่าที่จะประจุแค่ 60% แต่แรกไม่มาก เขาเลยประจุมาแค่นั้นครับ เพื่อประหยัดเขาด้วย

แบตทุกอันมีอายุของมันนา

ครับ ไม่ว่าคุณจะใช้แบตถนอมยังไงก็ตาม แต่แบตก็จะมีอายุของมันเองอยู่แล้ว โดยทั่วไปอายุของแบตจะอยู่ที่ 3-5 ปีครับแล้วแต่ว่าใช้ถนอมขนาดไหน ดังนั้นต่อให้คุณใช้มันถนอมมากแค่ไหนพอผ่านไปสักพักคุณก็ต้องเปลียนเพราะมันเสื่อมอยู่ดี

เสียบทิ้งไว้แล้วใช้ไปดีเปล่า

คำถามนี้ยังไม่มีใครทดลองจริงจัง(เท่าที่ผมรู้นะ) ว่าการเสียบไฟทิ้งไว้แล้วใช้งานไปด้วยจะทำให้แบตเสื่อมเปล่า แต่ที่ผมรู้คือสมัยนี้ที่ชาจมันจะค่อนข้างฉลาดครับ คือมันจะมีระดับแบตที่มันจะเริ่มชาจครับ 95% บ้าง 90% บ้าง แล้วแต่ครับ คือถ้าแบตมันมากกว่านี้มันจะไม่ชาจครับ ดังนั้นอุปกรณ์ใหม่ๆต่อให้เสียบไฟทิ้งไว้ ถ้าแบตเต็มแล้วแบตก็จะไม่ชาจให้เราเสียจำนวนการชาจไปเปล่าๆครับ ไม่งั้นถ้าเราเสียบไปแล้วมันชาจให้เราตลอดเวลาลองคิดดูสิครับว่ามันจะชาจไฟให้เราตลอดเวลาตั้งเท่าไร คงเสียรอบการชาจแบบเสียเปล่าไปเยอะโขอยู่ เพราะงั้นถ้าเกิดว่าเราจะใช้งานมันหนักๆเช่นพวกโนตบุค หรือว่าคุยโทรศัพ ก็เสียบๆที่ชาจไว้นั่นแหละครับ น่าจะดีกว่านะผมว่า

และทั้งหมดนี้ก็เป็นการเสียบชาจไฟแบตขั้นพื้นฐาน ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมหรือต้องการทักท้วงอะไรก็บอกได้นะครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุง

สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณมากๆนา ที่อ่านบทความของผม ผมเองก็ขอให้ทุกคนใช้งานแบตของตนเองให้เต็มประสิทธิภาพกันนะครับไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร อิอิ

Core (2) Duo, Dual Core สองสิ่งที่คนทั่วไปมักสับสนกัน

20 Apr

Core 2 Duo กับ Dual Core (บางคนก็เรียกว่า Duo Core ก็ได้นะ หยวนๆถือว่าไม่ผิด) มันต่างกันยังไง?
ถ้าถามว่าสองคำนี้ มันเหมือนกันมั้ย หรือมันต่างกันมั้ย เราจะมาดูกันเลย

Dual Core?นั้น คือสถาปัตยกรรมของ CPU ที่มีการออกแบบให้ใน 1 package นั้นมี CPU ติดมาถึง 2 Core ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์นั้นสามารถประมวลผลพร้อมๆกันได้ สองคำสั่งในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมือนจะเป็นเทรนด์ใหม่ในการออกแบบ CPU ทั้งๆที่มันมีมานานพอควรละแต่ว่าจำกัดแค่อยู่ในวงการ Server และ Workstation ที่ต้องการการประมวลผลสูงๆ?

แล้ว?Core 2 Duo?ละ คำนี้นั้น อันที่จริงแล้วมันคนละเรื่องกับข้างบนเลย Dual core นั้นเป็น สถาปัตยกรรมการออกแบบ CPU วิธีหนึ่ง แต่ว่า Core 2 Duo นั้นเป็นเพียงแค่ ชื่อทางการค้าของ CPU ของ Intel เท่านั้น โดยเราขอเท้าความไปเมื่อสมัยที่ P4 เริ่มตกต่ำเพราะการมาของ Athlon 64 ของทาง AMD ซึ่งมีประสิทธิภาพและราคาที่ดีกว่า P4 แถม AMD ยังออก Dual Core ออกมาตัดหน้าอีกโดยใช้ชื่อว่า Athlon 64 X2 ทำให้ Intel ต้องปรับกลยุทธ์ จากที่เดิมเน้นที่เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกา มาเน้นที่ ทำให้ CPU ของตนนั้นสามารถทำงานได้มากขึ้นในหนึ่งสัญญาณนาฬิกา ซึ่งต้องขอบอกว่า มันควรทำมานานแล้ว มีคนเค้าบอกว่า อันที่จริง P3 นั้น เร็วกว่า P4 อีกถ้ามันวิ่งที่สัญญาณนาฬิกาเท่ากัน แล้วทีนี้ Intel ทำยังไงละ Intel นั้นจึงได้นำ Pentium M (ต่อไปนี้จะใช้ P-M นะ จะได้สั้นๆ)ซึ่งเป็น CPU สำหรับ Notebook ซึ่งสายโนตบุคนั้นต้องยอมรับว่า AMD ทำยังไงก็กิน Intel ไม่ลงซักที เนื่องจาก P-M นั้นถึงแม้ว่าจะวิ่งที่สัญญาณนาฬิกาที่น้อยกว่า P4 แต่มันก็ยังมีประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าเกือบจะทัดเทียมกันเลยทีเดียว ดังนั้น Intel จึงออก P4 ในเวอร์ชัน Dual Core ซึ่งใช้ชื่อว่า Pentium D และเร่งพัฒนา CPU ตัวใหม่โดย Intel นั้นรื้อแปลน CPU เดิมของตนเองใหม่หมด ออกแบบ CPU ตัวใหม่ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบจะเริ่มจาก 0 โดย Intel บอกว่าได้เปลี่ยนถึงขั้นระดับ MicroArchitecture เลยทีเดียว (เพราะงั้นบางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Core MicroArchitecture กันมาบ้าง) โดยนำหลักการที่คิดว่าประสบความสำเร็จมาแล้วใน P-M ซึ่งก็คือการเน้นที่ประสิทธิภาพในหนึ่งสัญญาณนาฬิกา มากกว่าการที่จะอัดสัญญาณนาฬิกาให้ได้มากทีุ่สุดซึ่งเริ่มจะถึงทางตันใน P4 ซึ่งไม่เป็นอย่างที่หวังไว้(เดิมทีนั้นตอนออก P4 Intel ได้ประกาศว่า จะสามารถอัดได้ ถึง 10 GHz แต่ว่าพอเอาเข้าจริงมันดันพังกำแพง 4 GHz ไม่ได้ซักที) และก็ออก CPU ที่นำเทคโนโลยีใหม่นี้กับตัวที่ใช้ใน P4 มาผสมกันและใช้ชื่อว่า Pentium M MicroArchitecture และใช้ชื่อว่า Core Duo สำหรับตัวที่เป็น Dual core และใช้ชื่อว่า Core Solo ในตัวที่เป็น Single core ออกมา ซึ่ง Core Duo กับ Solo นั้นออกมาเฉพาะสำหรับ Notebook เท่านั้นและให้ Pentium D นั้นทำตลาด Desktop ไปก่อน แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ Intel หวังไว้เพราะว่า Core Duo และ Solo นั้นออกมาเพื่อขัดตาทัพ AMD เท่านั้น และหลังจากได้ออกแบบ CPU ตัวใหม่ออกมาเสร็จหลังจากที่ตนเองออก Core Duo กับ Core Solo ได้ไม่นาน ซึ่งได้ใช้ MicroArchitecture ใหม่ที่ตนเองเพิ่งออกแบบใหม่ซึ่งมีชื่อว่า?Core MicroArchitecture?และโดยใช้ชื่อ CPU ตัวใหม่ว่า?Core 2 Duo?และเหตุผลที่เราเห็นแต่ชื่อ Core 2 Duo ไม่ยักจะเคยเห็น Core 2 Solo นั้นก็เพราะว่า CPU ตัวนี้นั้นทำออกมาแต่แบบ Dual Core เท่านั้น อ้าวแล้วถ้าคนที่อยากได้ของถูกๆละ ไม่เอาแบบ Dual Core ละจะทำไง คำตอบคือ ในช่วงแรกๆที่ออก Core2 Duo นั้นเราก็ต้องไปใช้ Celeron ซึ่งยังมีตัวที่เป็น Single Core อยู่ แต่ในปัจจุบันนั้น Intel ได้ออก CPU ที่ใช้ Core MicroArchitecture แต่ว่าเป็น Single Core และใช้ชื่อว่า Conroe-L (Conroe นั้นเป็น Codename ของ CPU Core 2 Duo ตัวแรก) และทั้งหมดนั่นแหละคือความหมายของคำว่า Core 2 Duo?

ทีนี้เราก็จะเห็นความแตกต่างซักที สรุปง่ายๆ คนที่ขี้เกียจอ่านมาอ่านตรงนี้เลยก็ได้ Dual Core ก็คือสถาปัตยกรรมการออกแบบ CPU แบบหนึ่งที่ใน 1 package นั้นมีถึง 2 CPU แต่ Core 2 Duo นั้นเป็นชื่อทางการค้าของ CPU Intel เท่านั้น แล้วที่เราบอกว่ามันเป็นความเหมือนในความต่าง ความต่างในความเหมือนละคือตรงไหน ก็คือตรงที่ว่า Core 2 Duo ทั้งหมดนั้นเป็น Dual Core ทั้งหมด ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้มีคนเรียกรวมๆไปโน่นไปนี่ทำให้ไปๆมาๆ บางคนก็คิดว่า ทั้งสองคำนั้นมันก็คือๆกันซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผิดอะ?

ทิ้งท้ายแถมให้สำหรับ CPU ?Core 2 Quad มันคือ CPU Core 2 นี่แหละ เพียงแต่ว่า มันมี ถึง 4 Core ใน 1 package กันเลยทีเดียว ซึ่งทำให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึง 4 คำสั่งในเวลาเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันราคา CPU Core 2 Quad เองก็มีราคาที่ถูกลงมาพอสมควร ทำให้คนที่ต้องการคอมพิวเตอร์ที่ต้องการความเร็วในการประมวลผลสูง สามารถซื้อมาใช้งานได้แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่กำลังทรัพย์และลักษณะงานของแต่ละคนจะตัดสินใจซื้อมาใช้งานกันนะครับ

ทีนี้ ทุกคนก็คงจะคลายความสงสัยได้บ้างแล้ว หวังว่าทุกคนคงชอบนะ ถ้ามีข้อติชม แนะนำ สงสัย แก้ไข อะไรก็บอกกันได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมจะได้นำไปปรับปรุงในครั้งต่อๆไป