Archive | Hardware RSS feed for this section

VMWare ไม่ใช่แค่ Server Consolidation

30 Jul

เมื่อวันก่อนได้มีโอกาสไปฟัง VMWare Bootcamp ที่ตึกอื้อ จื่อ เหลียงครับ โดยพี่ๆจาก VMWare Thailand และมีดิสตริบิวเตอร์ ECS (Value) เป็นคนจัดงาน ซึ่งพี่ๆแต่ละคน Present ได้ขั้นเทพมากๆครับ วันนี้เลยอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับ VMWare ดูครับ

VMWare คืออะไร
VMWare ก็คือชื่อผู้ผลิตสินค้าที่ทำโปรแกรมที่สามารถทำ Virtualization ได้ครับ Wiki เชื่อว่าผู้อ่านคงรู้จักว่า Virtualization คืออะไรนะครับ ขอข้ามเลยครับ :p


อาจแบ่งสินค้าของ VMWare ได้เป็น 3 กลุ่มคือ
1. กลุ่มของ Desktop กลุุ่มนี้เชื่อว่าหลายคนรู้จักดีครับ เช่นพวก VMWare Workstation, VMWare Fushion เป็นโปรแกรม Virtualization ที่เราลงบน OS ของเราอีกที นอกจากพวกนี้แล้วยังมีพวก Thin Client อีก แต่วันนี้เราจะไม่พูดถึงกลุ่มนี้ครับ
2. กลุ่มของ Server อันนี้มีชื่อว่า VMWare vSphere ซึ่งใช้งานกันในระดับ Enterprise เป็นการลงบนเครื่องเปล่าๆ (เครื่อง Server) คือมองว่า VMWare เป็น OS ของเครื่อง Server นั้นๆเลย มี 2 ชื่อคือ ESX และ ESXi (อันนี้ฟรี) ตอนเขียนเป็นรุ่น vSphere 4.1 แล้วครับ
3. กลุ่มของ Management มีชื่อว่า vCenter เป็นตัวกลาง คอยดูแลจัดการพวก ESX, ESXi หลายๆตัว มีความสามารถมากมาย ทำงานร่วมกับกลุ่ม Desktop ด้วย


[...]

สงครามการซื้อโน้ตบุ้กใหม่ยังไม่จบ !!! เมื่อ Vaio Z ขอท้าชิง

26 Apr

สืบเนื่องจากคราวที่แล้ว ที่มาตั้งถามเรื่องว่าจะซื้อ Macbook Pro 13″ หรือ 15″ ตัวใหม่ Update 04/2010 ตัวไหนดี ก็ได้ข้อสรุปว่าจะเลือกตัว 15″ ดีกว่า แต่เรื่องมันก็มิได้จบลงง่าย ๆ เพียงเท่านั้น

พี่กอล์ฟ CP31 ซึ่งเป็นผู้ให้คำแนะนำกับผมเรื่องการซื้อโน้ตบุ้กคราวนี้เป็นอย่างมาก ก็ได้มาเริ่มต้นไซโคว่า “เฮ้ย Macbook Pro 15″ ที่แกจะเอาเนี่ย เปลี่ยนจอให้เป็น Hi-res Antiglare แล้วราคาไปอยู่ที่ 63,x00++ เนี่ย เพิ่มตังค์แล้วไปซื้อ Vaio Z116 ซะเถิด 79,900 เท่านั้น แล้วอย่าหาว่าไม่มีตังค์ซื้อ Vaio Z หละ ถ้าจะเลือกซื้อระดับ MBP 15″ เนี่ย” ที่นี้ก็งานเข้าเลยซิครับ

ก่อนอื่นการจะเปรียบมวยของ Computer สักเครื่อง ก็คงต้องยก Spec มาเปรียบเทียบให้เห็นกันชัด ๆ จะ ๆ หมัดต่อหมัดกันซะก่อน งั้นเรามาดูกัน

Macbook Pro 15” Vaio Z116 ความเห็นส่วนตัว
1. CPU Core i5-520M 2.4 GHz (L3-Cache 3 MB) Core i5-540M 2.53 GHz (L3-Cache 3 MB) Vaio Z เฉือนไปนิดนึง
2. Graphic card Intel HD + Geforce GT 330M with 256 MB Intel HD + Geforce GT 330M with 1 GB Vaio Z ก็กินอีกหละ
3. Ram 4 GB 6 GB Vaio Z ชนะเลิศ
4. Harddisk 320 GB 5400 rpm SSD 64 * 2 (Raid 0) ความเร็ว Vaio Z ชนะเลิศ ส่วนความจุ MBP กินขาด
5. Optical Drive Super Drive Super Drive ไม่ค่อยสนใจ
6. Port Magsafe, Ethernet, Mini Display Port, 2 USB, Firewire, SD 3 USB, Ethernet, VGA, HDMI, MMS-SD Slot, Express Card ชื่นชอบ Vaio มากกว่าเนื่องจากไม่ต้องเสียตังค์ซื้อตัวแปลง Mini-Display เป็นอื่น ๆ
7. Display 15.4″ Glossy 1440*900 (Optional : 1680*1050 Antiglare) 13.1″ 1600 * 900 จอใหญ่ไม่ขอพูดถึง แต่ได้มีโอกาสไปลองเล่น 13.1″ กับความละเอียดระดับนี้ ก็ไม่เล็กจนเกินไป
8. Warranty 1 Year World-wide 2 Year Local (1 Year World-wide) ของ MBP ถ้าจะขยายเป็น 3 ปี ต้องเสียตังค์เพิ่มอีก 5900 บาท แต่ถ้าของ Vaio ต่อเพิ่มอีกปีเสีย 1990 บาท
9. Optional - Magic Mouse(2,390 บาท)

- Bag (approx. 1700 บาท)

- Mini Display Port to VGA Adapter (1000 บาท)

- HDD 320 GB หรือ 500 GB (approx. 2500 บาท)

- Laser Mouse (approx. 1500 บาท)

บางอย่างอาจจะยังไม่ซื้อ
10. Price MBP Hires-Antiglare เริ่มที่ 63,608 บาท ++ (รวมทั้งหมด ประมาณ 75000 บาท)

ปล. ราคานี้รูดบัตรบน Apple Store และจ่ายสด ไม่มีผ่อนนะจ๊ะ

เริ่มต้นที่ 79900 บาท ++ (รวมทั้งหมดประมาณ 85000 บาท)

ปล. ราคานี้ขึ้นอยู่กับแต่ละร้าน และมีผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน หรือน้อยกว่านั้นและอาจมี cash back สูงสุด 5%

เงินที่น่าจะต้องจ่ายไปทั้งหมดมันมากกกกกกกกกกกกกกกกจิง ๆ นะ 10000 บาทที่เพิ่มขึ้นมาของ Vaio มันจะคุ้มกว่าหรือไหม ???
11. Battery Life 8-9 hours on Mac OS X 5.5 hours on Windows 7 Mac น่าจะดีกว่าในจุดนี้
12. Weight 2.54 kg 1.38 kg Vaio Z เบากว่า MBP 15″ เกือบครึ่ง !!! น้ำหนักนี้ยังไม่รวม power adapter นะจ๊ะ

จุดประสงค์ในการเลือกซื้อ Notebook ครั้งนี้ยังคงเหมือนเดิม คือเอาไว้ใช้ติดตัวไปทำงาน (ช่วงนี้เดินทางไปทำงานที่กรมที่ดิน เมืองทองธานี) และพัฒนา iPhone Application ในยามว่าง (อนาคตถ้าพอมีทุนกลับมาบ้าง อาจจะเอามาใช้ทำ Android App, ฯลฯ ต่อ)

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะสงสัยว่าทำไมผมถึงจะต้องเลือกซื้อ Notebook hi-end ถึงขนาดนี้และราคาระดับนี้เชียว ทำไมถึงไม่ไปหา notebook ถูก ๆ หรือ netbook มาใช้แทน แล้วเอาตังค์ที่เหลือไปซื้อ iMac หรือ Mac Mini มาตั้งไว้ที่บ้านทำ iPhone App. แทนหละ

ผมคงจะขอตอบดังนี้

1. ความอยากและศรัทธาส่วนตัวในแบรนด์ Apple และ Sony จุดเริ่มต้นมันเกิดจาก MBP ที่จะเอามาทำ iPhone App แต่ทีนี้พอคิดถึงเงินที่ต้องจ่ายมันก็สูงจนไปเฉียดเข้าใกล้ Vaio Z เลยต้องหันมาพิจารณา 2 ตัวนี้แทน

2. เมื่อความอยากได้เกิดขึ้น การจะถอยลงไปหา notebook ระดับกลาง ทำให้เกิดคำตอบในใจว่า งั้นยังไม่ซื้อดีกว่า เดี๋ยวราคาในอนาคตมันต้องลงมาถูกกว่านี้อีกอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นมันก็จะมีของราคาระดับนี้ออกมาอยู่ดี สุดท้ายเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็ต้องหันมาเล่นไม่ MBP หรือ Vaio Z อยู่ดี

3. งานที่ทำอยู่ ก็ต้องพึ่งพวก environment ต่าง ๆ ที่กินทรัพยากรและแรม มากพอสมควร อีกทั้งเรื่องการเดินทางที่ไปไกล ๆ ทุกวัน หากลดเรื่องน้ำหนักได้ พวก Notebook ระดับกลางจะไม่ค่อยตอบโจทย์นี้เท่าไร ด้วยขนาดที่จะใหญ่เกินไป (แม้จะเตรียมใจที่จะแบก MBP 15″ แล้วก็ตาม)

4. สุดท้ายคิดว่าคงหนีไม่พ้นที่อาจจะต้องมี Mac mini หรือ iMac มาตั้งไว้ที่ห้องอยู่ดี ไม่ว่าจะซื้อ Notebook ระดับไหนก็ตาม

สุดท้ายก็เลยยังคงต้องปวดหัวกันต่อไปว่าจะซื้อ MBP หรือ Vaio Z ดี ซึ่งในแง่ประสิทธิภาพ แทบจะไม่ค่อยสนใจแล้ว เพราะมันก็ดีทั้งคู่ แต่มันก็ยังมีทั้งความอยากที่จะใช้ Mac ถือ Mac, อยากจะได้ Notebook เบา ๆ, การเซฟงบประมาณในกระเป๋าที่แม้จะเซฟได้สัก 10000 ก็ยังดี อะไรทำนองนี้มันยังคงตีกันในหัวผมอยู่ + แรงไซโคจากพี่กอล์ฟ อีกแรงทำให้ผมไขว้เขว มึนงง สับสนทีเดียว

เลยอยากลองมาถาม ทุก ๆ คนอีกสักรอบว่า ถ้าคุณมีงบประมาณที่พอจะซื้อ 2 ตัวนี้ได้สบาย และจะเอาไปใช้งานตามจุดประสงค์ที่ผมได้ตั้งไว้เหมือนกันเนี่ย คุณจะเลือกตัวไหนเพราะเหตุใด แบ่งเป็น 2 กรณีคือ กรณีแบรนด์ที่ชอบ กับกรณีที่เป็นกลางเรื่องแบรนด์ และพิจารณาตามที่ผมได้ให้ข้อมูลไว้ทั้งหมด

ก็คงเท่านี้ และขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับทุก ๆ ความเห็นครับ

make.believe

[NITAD15] เชิญชวนร่วมงาน “นิทรรศการวิชาการทางวิศวกรรมครั้งที่ 15″ ของภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์

21 Nov

สวัสดีท่านผู้มาเยือนทุกท่านนะครับ
พวกเรา นิสิตจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จะมาเชิญชวนทุกๆ ท่านไปร่วมงาน นิทรรศการวิชาการทางวิศวกรรมครั้งที่ 15 หรือที่รู้จักกันในชื่อ NITAD 15 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 – 30 พฤศจิกายนนี้ ร่วมกับงานจุฬาวิชาการครับ

สำหรับงาน NITAD ในส่วนที่ทางภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เราจัดขึ้นนั้น จะมีการจัดแสดงโครงการต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

  1. โครงการเลือกซื้อฮาร์ดแวร์ทางคอมพิวเตอร์ โครงการนี้เป็นกิจกรรมให้ความรู้ ความสนุกสนาน แก่บุคคลทั่วไปที่สนใจในฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นการให้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวข้องในชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อและเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องมีการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญในทุกครั้งที่จะมีการซื้ออุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  2. โครงการแนะแนวภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นโครงการที่จัดขึ้น สำหรับผู้ที่มีความสนใจที่จะเข้าศึกษาในสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและกำจัดความเข้าใจผิดที่พบ อยู่ได้ทั่วไปเกี่ยวกับการศึกษาในสาขาวิชานี้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  3. โครงการโลกวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ผ่านระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ นำเสนอ ขั้นตอนในการออกแบบที่จำเป็นสำหรับ ซอฟต์แวร์เพื่อชี้ให้เห็นถึงที่มาแนวความคิดและการบริหารงานต่างๆจนกระทั่ง ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะใช้ในการจัดการซอฟต์แวร์แล้วยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต ประจำวันได้ด้วย นอกจากนี้ผู้ที่เข้าชมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนต่างๆ รวมถึงมุมมองที่น่าสนใจ ในสายงานที่เกี่ยวข้องกับงานทางด้าน System Analysis , Software Engineering อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  4. โครงการระบบวิสาหกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Enterprise Systems) ผู้ เข้าชมโครงการจะได้รับสาระความรู้และความบันเทิงในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับ ระบบวิสาหกิจ ผ่านการนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์ การบรรยาย การสาธิตการใช้งานซอฟต์แวร์แง่มุมที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบวิสาหกิจ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอผลงานต่างๆ ทั้งที่เป็นผลงานสำหรับประกวดแข่งขัน และ Senior Project ที่จัดทำขึ้นโดยนิสิตจากภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ดังนี้

  1. Shoot’em Up เป็นการนำเกมที่เล่นอยู่ในคอมพิวเตอร์ซึ่งบังคับตัวละครโดย keyboard ให้กลายเป็น ผู้เล่นจริงๆได้ลงไปเล่นในสนามของเกม ด้วยวิธีการทางประมวลผลภาพ (image processing) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  2. โครงงานจัดแสดงและสาธิตซอฟต์แวร์ช่วยวินิจฉัยทางการแพทย์ หรือ จามจุรีวินิจ (ซียูไดแอก) โครงการนี้เป็นโครงการสาธิตซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการวินิจฉัยทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการนับเซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว การหาปริมาตรของ เซลล์เหล่านั้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  3. Darker Fox โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาส่วนขยาย (Extension) ของโปรแกรมเวปบราวเซอร์ Firefox ที่จะช่วยลดพลังงานไฟฟ้าที่ใช้สำหรับจอประเภท CRT (Cathod Ray Tube) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  4. AJAX Tool for Web Application Development (เครื่องมือเอแจ็กซ์สำหรับพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  5. โปรแกรมเกมฝึกคิดเลขขั้นพื้นฐานโดยอาศัยการรู้จำเสียงพูดอัตโนมัติ(Math shooter) อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  6. CP-MAN : เกมเพื่อเรียนรู้การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
  7. อื่นๆ อีกมากมาย

ทุกท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งสถานที่จัดแสดงโครงงาน เวลาที่จัดแสดงโครงงาน รวมไปถึงโครงการอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.cp.eng.chula.ac.th/~nitad15/ ครับ

แล้วพบกันนะครับ

มาดูวิธีการชาจแบตที่ถูกต้องกันดีกว่า

8 Jul

หลายๆคนเวลาซื้ออุปกรณ์เคลื่อนที่อิเล็คโทรนิคหรือไรทั้งหลายแหล่ก็เหอะ ก็คงจะเจอกับปัญหานี้กันแทบทุกคนนั่นก็คือ มันต้องชาจแบตไงให้อยู่ได้นานๆน่ะ

ยิ่งถ้าซื้อมือถือด้วยแล้ว มันเป็นอะไรที่เราเปิดตลอดเวลา บางคนก็จะยิ่งสงสัยไปอีก คนนึงบอกอย่าง อีกคนก็บอกอย่าง ไม่รู้จะทำยังไงดี

วันนี้เราจะมาดูวิธีการชาจแบตที่ถูกต้องกันดีกว่า มาเริ่มกันเลยมั้ยพี่น้อง

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับแบตแบบต่างๆก่อนดีกว่า

1. Ni-Cd: แบตนี้เป็นแบตรุ่นบุกเบิกใช้ในมือถือรุ่นเก่าๆ เครื่องรุ่นกระดูกหมาที่หนักๆเป็นต้น แบตแบบนี้มีข้อเสียมากมายทั้งหนัก เรื่องมาก ฯลฯ ทำให้แบตแบบนี้เลิกใช้กันไปแล้ว เพราะงั้นผมจะไม่พูดถึงมันอีกนา

2. Ni-MH: แบตแบบนี้เป็นแบตที่ถูกพัฒนาออกมาเพิ่อลบข้อเสียของแบบแรก โดยในปัจจุบันยังมีใช้อยู่เป็นจำพวกถ่ายชาจส่วนใหญ่ เพราะงั้นผมคงต้องพูดถึงมัน

3. Li-ion: แบตแบบนี้เป็นแบตที่กำลังเป็นที่นิยมมากที่สุด เพราะว่าราคาไม่แพงมาก อีกทั้งยังมีข้อเสียน้อยกว่าสองแบบแรกอีก จึงไม่แปลกที่จะเป็นที่นิยม เพราะงั้นผมคงจะต้องเน้นมันหน่อย

4. Li-Polymer: แบตชนิดนี้เป็นแบตชนิดล่าสุดที่ใช้กันทั่วไป(เท่าที่ผมรู้นะ) แม้ว่าจะมีข้อเสียน้อยกว่าทั้งสามแบบข้างต้น แต่มันก็ยังมีราคาที่แพงอยู่จึงทำให้ไม่เป็นที่นิยมเท่ากับแบบที่สาม เพราะงั้นผมจะกล่าวถึงมันแต่ไม่เน้นมากนะ

ทีนี้เรามาเริ่มดูวิธีการชาจที่ถูกต้องของแบตแต่ละแบบกันเลยดีกว่า

1. Ni-Mh: แบตแบบนี้ไม่มี Memory Effect หรือก็คือเราไม่จำเป็นต้องใช้แบตให้หมดก่อนชาจก็ได้ ดังนั้นเราจะชาจเมื่อไรก็ได้ เพียงแต่การชาจในครั้งแรกๆเราต้องกระตุ้นแบตก่อน โดยการชาจครั้งละสิบหกชั่วโมงแล้วใช้ให้(เกือบ)หมดแล้วชาจอีกสิบหกช่ัวโมง ทำงี้สักสามครั้ง แล้วค่อยชาจปกติ

2. Li-ion: แบตแบบนี้ไม่มีทั้ง Memory Effect และไม่ต้องกระตุ้นแบตในการใช้งานครั้งแรกๆด้วย เพราะงั้นเมื่อเราได้มันมาก็สามารถจะชาจยังไงก็ได้ตามใจเราได้เลย แต่มีข้อห้ามที่สำคัญที่สุดอยู่ข้อหนึ่งก็คือ ห้ามให้มันหมดเด็ดขาด ไม่งั้นตัวสารประจุไฟจะเปลี่ยนชนิดไปทำให้ไม่สามารถประจุไฟได้อีกพูดง่ายๆก็คือเสื่อมนั่นแหละ

3. Li-Polymer: แบตแบบนี้เป็นแบตที่ชิลมาก เพราะว่าเราจะชาจยังไงก็ได้ ไม่มีผลไรกับมันเลย จะให้มันหมดก็ได้ นี่แหละเป็นข้อได้เปรียบของแบตแบบนี้ พูดสรุปง่ายๆ แบตแบบนี้ดีสุดชาจเมื่อไรก็ได้ที่เราต้องการ

Life cycle การนับจำนวนการชาจแบต

เนื่องจากแบตเองจะมีจำนวนการชาจไฟใหม่ได้จำกัดแล้วแต่ชนิดของตัวแบตเองซึ่งแบตแต่ละประเภทก็มีการนับจำนวนการชาจไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเรารู้ไว้ก็จะช่วยให้แบตเรายืดอายุได้อีก เรามาเริ่มดูกันเลยดีกว่า

1. Ni-Mh: แบตแบบนี้การเสียบไปชาจครั้งหนึ่งก็ถือเป็นการชาจหนึ่งครั้ง ไม่ว่าครั้งนั้นจะชาจไฟเยอะขนาดไหนก็ตาม เช่นถ้าเราใช้ไฟไป 5% เสียบไฟมันก็นับ 1 ครั้ง ใช้ไป 95% เสียบไปมันก็นับ 1 ครั้ง เพราะงั้นถ้าเกิดเราใช้แบตแบบนี้อยู่ละก็แล้วที่ชาจมันไม่ดี ติดๆดับๆ มันก็จะทำให้แบตเราเสื่อมเร็วขึ้น

2. Li-ion & Li-Polymer: แบตทั้งสองแบบนบี้มีการนับจำนวนการชาจเหมือนกันคือ มันจะนับตามจำนวนประจุไฟที่มันชาจไป เช่น ถ้าเกิดเราใช้ไฟไป 30% แล้วชาจไฟมันจะยังไม่นับเป็นหนึ่งครั้ง แล้วเราใช้อีก 30% ก็ชาจอีกก็จะยังไม่นับ แต่ถ้าเราใช้อีก 40% แล้วชาจไฟ การชาจไฟทั้งสามคร้ังรวมกันได้ 100% มันถึงจะนับเป็น 1 ครั้ง เพราะงั้นแบตสองแบบนี้จะชาจตอนไหนก็ได้ตามใจเราได้เลย แทบไม่มีผลกับการเสื่อมที่ผิดปกติของแบตเลย แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้ว แบตแบบ Li-ion ห้ามให้มันไฟหมดเป็นอันขาดไม่งั้นเราจะเสียใจ

ตอนซื้อแบตละ

เวลาเราซื้อแบตมาใหม่ๆ บางทีพนักงานก็แนะนำอย่างนึง ไปซื้ออีกรอบก็แนะอีกอย่าง เรามาดูวิธีที่ถูกต้องกัน

1. Ni-Mh: อย่างที่ได้บอกไปในตอนต้นแล้วว่าแบตแบบนี้ต้องทำการกระตุ้นแบตก่อนถึงจะใช้งานได้ปกติ ดังนั้นการชาจในครั้งแรกๆเราต้องกระตุ้นแบตก่อน โดยการชาจครั้งละสิบหกชั่วโมงแล้วใช้ให้(เกือบ)หมดแล้วชาจอีกสิบหกช่ัวโมง ทำงี้สักสามครั้ง แล้วค่อยชาจปกติ

2. Li-ion & Li-Polymer: แบตทั้งสองแบบนี้อย่างที่บอกไปในตอนต้นแล้วว่าไม่จำเป็นต้องทำการชาจแบต อีกทั้งแบตแบบ Li-ion เองนั้นห้ามไม่ให้ไฟหมด ดังนั้นทางโรงงานจะทำการประจุไฟมาให้อยู่แล้วแต่แรกประมาณ 60% ของความจุ ดังนั้นเวลาเราไปเลือกซื้อของที่ใช้แบตแบบนี้แล้วขอเขาลองตรงนั้น ถ้าเกิดว่าแบตมันไม่มีไฟให้ระแวงไว้ก่อนเลยว่าไม่ปกติ เพราะอย่างน้อยๆแบตมันก็คงจะเสื่อมไปบ้างแล้ว และเมื่อซื้อแบตมาแล้วก็สามารถใช้งานได้เลยไม่ต้องทำการกระตุ้นแบตแต่อย่างใด การชาจก็ชาจแบบทั่วๆไปปกติตั้งแต่ครั้งแรกได้เลย

การเสียบชาจไฟที่ถูกต้อง

โดยปกติคนทั่วไปจะไม่ทราบว่าต้องเสียบเต้าเสียบก่อนแล้วค่อยเสียบสายเข้าอุปกรณ์ หรือเสียบสายเข้าอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยเสียบเต้าเสียบ เพราะว่าคิดว่าคงไม่ต่างกัน ซึ่งอันที่จริงมันมีผลต่างกันพอสมควรเลย

การเสียบไฟที่ถูกต้องนั้นจะต้องเสียบเต้าเสียบเข้ากับปล๊ักก่อนแล้วค่อยเสียบสายเข้าอุปกรณ์เพื่อให้ไฟไหลเข้าตัวหม้อแปลงไฟก่อนเป็นการปรับให้แรงดันไฟฟ้ามันนิ่งแล้วค่อยเสียบเข้าอุปกรณ์ ถ้าเราเสียบสายเข้าอุปกรณ์ก่อนแล้วค่อยเสียบเต้าเสียบอาจจะทำให้ไฟกระชากได้ ซึ่งจะเป็นผลเสียกับอุปกรณ์ เคยมีคนทำแบบนี้แล้วเครื่องพังไปเลยก็มี

ถ้าไม่ใช้แบตละจะเก็บไง

เรื่องนี้ผมทราบแค่ของ Li-ion กับ Li-Polymer นะครับแต่คิดว่า Ni-Mh ก็คงจะเหมือนกัน ก็คือถ้าเกิดเราจะไม่ใช้แบตนั้นเป็นเวลานานๆละก็ ให้ทำงี้ครับ ก่อนอื่นก็ชาจแบตไปให้เต็มหรือเกือบเต็มก่อน เมื่อแบตเต็มแล้วก็ให้นำแบตใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่นไม่ให้อากาศเข้าไปได้ แล้วนำไปแช่ไว้ในช่องแช่แข็งครับ เพราะว่าธรรมชาติของแบตนั้น ถึงแม้เราจะไม่ใช้มันมันก็จะมีการคายประจุด้วยตัวมันเองอยู่ตลอดเวลา แล้วการคายประจุนี้จะขึ้นกับอุณหภูมิของตัวแบตครับ ยิ่งร้อนมันก็จะยิ่งคายเยอะครับ ดังนั้นเราจึงควรเก็บแบตไว้ในที่เย็นๆครับ และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือจำนวนไฟในแบตครับ ยิ่งมากมันก็จะยิ่งคายเร็ว ดังนั้นทางโรงงานจึงไม่ประจุมาให้เต็มแต่แรกครับ เพราะว่าถึงประจุมาเต็ม มันก็จะลดเร็วอยู่ดีกว่าจะถึงมือเราๆก็คงจะเหลือมากกว่าที่จะประจุแค่ 60% แต่แรกไม่มาก เขาเลยประจุมาแค่นั้นครับ เพื่อประหยัดเขาด้วย

แบตทุกอันมีอายุของมันนา

ครับ ไม่ว่าคุณจะใช้แบตถนอมยังไงก็ตาม แต่แบตก็จะมีอายุของมันเองอยู่แล้ว โดยทั่วไปอายุของแบตจะอยู่ที่ 3-5 ปีครับแล้วแต่ว่าใช้ถนอมขนาดไหน ดังนั้นต่อให้คุณใช้มันถนอมมากแค่ไหนพอผ่านไปสักพักคุณก็ต้องเปลียนเพราะมันเสื่อมอยู่ดี

เสียบทิ้งไว้แล้วใช้ไปดีเปล่า

คำถามนี้ยังไม่มีใครทดลองจริงจัง(เท่าที่ผมรู้นะ) ว่าการเสียบไฟทิ้งไว้แล้วใช้งานไปด้วยจะทำให้แบตเสื่อมเปล่า แต่ที่ผมรู้คือสมัยนี้ที่ชาจมันจะค่อนข้างฉลาดครับ คือมันจะมีระดับแบตที่มันจะเริ่มชาจครับ 95% บ้าง 90% บ้าง แล้วแต่ครับ คือถ้าแบตมันมากกว่านี้มันจะไม่ชาจครับ ดังนั้นอุปกรณ์ใหม่ๆต่อให้เสียบไฟทิ้งไว้ ถ้าแบตเต็มแล้วแบตก็จะไม่ชาจให้เราเสียจำนวนการชาจไปเปล่าๆครับ ไม่งั้นถ้าเราเสียบไปแล้วมันชาจให้เราตลอดเวลาลองคิดดูสิครับว่ามันจะชาจไฟให้เราตลอดเวลาตั้งเท่าไร คงเสียรอบการชาจแบบเสียเปล่าไปเยอะโขอยู่ เพราะงั้นถ้าเกิดว่าเราจะใช้งานมันหนักๆเช่นพวกโนตบุค หรือว่าคุยโทรศัพ ก็เสียบๆที่ชาจไว้นั่นแหละครับ น่าจะดีกว่านะผมว่า

และทั้งหมดนี้ก็เป็นการเสียบชาจไฟแบตขั้นพื้นฐาน ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมหรือต้องการทักท้วงอะไรก็บอกได้นะครับ ผมจะได้นำไปปรับปรุง

สุดท้ายนี้ก็ขอบคุณมากๆนา ที่อ่านบทความของผม ผมเองก็ขอให้ทุกคนใช้งานแบตของตนเองให้เต็มประสิทธิภาพกันนะครับไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร อิอิ

Core (2) Duo, Dual Core สองสิ่งที่คนทั่วไปมักสับสนกัน

20 Apr

Core 2 Duo กับ Dual Core (บางคนก็เรียกว่า Duo Core ก็ได้นะ หยวนๆถือว่าไม่ผิด) มันต่างกันยังไง?
ถ้าถามว่าสองคำนี้ มันเหมือนกันมั้ย หรือมันต่างกันมั้ย เราจะมาดูกันเลย

Dual Core?นั้น คือสถาปัตยกรรมของ CPU ที่มีการออกแบบให้ใน 1 package นั้นมี CPU ติดมาถึง 2 Core ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์นั้นสามารถประมวลผลพร้อมๆกันได้ สองคำสั่งในเวลาเดียวกัน ซึ่งเหมือนจะเป็นเทรนด์ใหม่ในการออกแบบ CPU ทั้งๆที่มันมีมานานพอควรละแต่ว่าจำกัดแค่อยู่ในวงการ Server และ Workstation ที่ต้องการการประมวลผลสูงๆ?

แล้ว?Core 2 Duo?ละ คำนี้นั้น อันที่จริงแล้วมันคนละเรื่องกับข้างบนเลย Dual core นั้นเป็น สถาปัตยกรรมการออกแบบ CPU วิธีหนึ่ง แต่ว่า Core 2 Duo นั้นเป็นเพียงแค่ ชื่อทางการค้าของ CPU ของ Intel เท่านั้น โดยเราขอเท้าความไปเมื่อสมัยที่ P4 เริ่มตกต่ำเพราะการมาของ Athlon 64 ของทาง AMD ซึ่งมีประสิทธิภาพและราคาที่ดีกว่า P4 แถม AMD ยังออก Dual Core ออกมาตัดหน้าอีกโดยใช้ชื่อว่า Athlon 64 X2 ทำให้ Intel ต้องปรับกลยุทธ์ จากที่เดิมเน้นที่เพิ่มความเร็วสัญญาณนาฬิกา มาเน้นที่ ทำให้ CPU ของตนนั้นสามารถทำงานได้มากขึ้นในหนึ่งสัญญาณนาฬิกา ซึ่งต้องขอบอกว่า มันควรทำมานานแล้ว มีคนเค้าบอกว่า อันที่จริง P3 นั้น เร็วกว่า P4 อีกถ้ามันวิ่งที่สัญญาณนาฬิกาเท่ากัน แล้วทีนี้ Intel ทำยังไงละ Intel นั้นจึงได้นำ Pentium M (ต่อไปนี้จะใช้ P-M นะ จะได้สั้นๆ)ซึ่งเป็น CPU สำหรับ Notebook ซึ่งสายโนตบุคนั้นต้องยอมรับว่า AMD ทำยังไงก็กิน Intel ไม่ลงซักที เนื่องจาก P-M นั้นถึงแม้ว่าจะวิ่งที่สัญญาณนาฬิกาที่น้อยกว่า P4 แต่มันก็ยังมีประสิทธิภาพที่เรียกได้ว่าเกือบจะทัดเทียมกันเลยทีเดียว ดังนั้น Intel จึงออก P4 ในเวอร์ชัน Dual Core ซึ่งใช้ชื่อว่า Pentium D และเร่งพัฒนา CPU ตัวใหม่โดย Intel นั้นรื้อแปลน CPU เดิมของตนเองใหม่หมด ออกแบบ CPU ตัวใหม่ซึ่งเรียกได้ว่าเกือบจะเริ่มจาก 0 โดย Intel บอกว่าได้เปลี่ยนถึงขั้นระดับ MicroArchitecture เลยทีเดียว (เพราะงั้นบางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Core MicroArchitecture กันมาบ้าง) โดยนำหลักการที่คิดว่าประสบความสำเร็จมาแล้วใน P-M ซึ่งก็คือการเน้นที่ประสิทธิภาพในหนึ่งสัญญาณนาฬิกา มากกว่าการที่จะอัดสัญญาณนาฬิกาให้ได้มากทีุ่สุดซึ่งเริ่มจะถึงทางตันใน P4 ซึ่งไม่เป็นอย่างที่หวังไว้(เดิมทีนั้นตอนออก P4 Intel ได้ประกาศว่า จะสามารถอัดได้ ถึง 10 GHz แต่ว่าพอเอาเข้าจริงมันดันพังกำแพง 4 GHz ไม่ได้ซักที) และก็ออก CPU ที่นำเทคโนโลยีใหม่นี้กับตัวที่ใช้ใน P4 มาผสมกันและใช้ชื่อว่า Pentium M MicroArchitecture และใช้ชื่อว่า Core Duo สำหรับตัวที่เป็น Dual core และใช้ชื่อว่า Core Solo ในตัวที่เป็น Single core ออกมา ซึ่ง Core Duo กับ Solo นั้นออกมาเฉพาะสำหรับ Notebook เท่านั้นและให้ Pentium D นั้นทำตลาด Desktop ไปก่อน แต่นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ Intel หวังไว้เพราะว่า Core Duo และ Solo นั้นออกมาเพื่อขัดตาทัพ AMD เท่านั้น และหลังจากได้ออกแบบ CPU ตัวใหม่ออกมาเสร็จหลังจากที่ตนเองออก Core Duo กับ Core Solo ได้ไม่นาน ซึ่งได้ใช้ MicroArchitecture ใหม่ที่ตนเองเพิ่งออกแบบใหม่ซึ่งมีชื่อว่า?Core MicroArchitecture?และโดยใช้ชื่อ CPU ตัวใหม่ว่า?Core 2 Duo?และเหตุผลที่เราเห็นแต่ชื่อ Core 2 Duo ไม่ยักจะเคยเห็น Core 2 Solo นั้นก็เพราะว่า CPU ตัวนี้นั้นทำออกมาแต่แบบ Dual Core เท่านั้น อ้าวแล้วถ้าคนที่อยากได้ของถูกๆละ ไม่เอาแบบ Dual Core ละจะทำไง คำตอบคือ ในช่วงแรกๆที่ออก Core2 Duo นั้นเราก็ต้องไปใช้ Celeron ซึ่งยังมีตัวที่เป็น Single Core อยู่ แต่ในปัจจุบันนั้น Intel ได้ออก CPU ที่ใช้ Core MicroArchitecture แต่ว่าเป็น Single Core และใช้ชื่อว่า Conroe-L (Conroe นั้นเป็น Codename ของ CPU Core 2 Duo ตัวแรก) และทั้งหมดนั่นแหละคือความหมายของคำว่า Core 2 Duo?

ทีนี้เราก็จะเห็นความแตกต่างซักที สรุปง่ายๆ คนที่ขี้เกียจอ่านมาอ่านตรงนี้เลยก็ได้ Dual Core ก็คือสถาปัตยกรรมการออกแบบ CPU แบบหนึ่งที่ใน 1 package นั้นมีถึง 2 CPU แต่ Core 2 Duo นั้นเป็นชื่อทางการค้าของ CPU Intel เท่านั้น แล้วที่เราบอกว่ามันเป็นความเหมือนในความต่าง ความต่างในความเหมือนละคือตรงไหน ก็คือตรงที่ว่า Core 2 Duo ทั้งหมดนั้นเป็น Dual Core ทั้งหมด ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้มีคนเรียกรวมๆไปโน่นไปนี่ทำให้ไปๆมาๆ บางคนก็คิดว่า ทั้งสองคำนั้นมันก็คือๆกันซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผิดอะ?

ทิ้งท้ายแถมให้สำหรับ CPU ?Core 2 Quad มันคือ CPU Core 2 นี่แหละ เพียงแต่ว่า มันมี ถึง 4 Core ใน 1 package กันเลยทีเดียว ซึ่งทำให้สามารถทำงานพร้อมกันได้ถึง 4 คำสั่งในเวลาเดียวกัน ซึ่งในปัจจุบันราคา CPU Core 2 Quad เองก็มีราคาที่ถูกลงมาพอสมควร ทำให้คนที่ต้องการคอมพิวเตอร์ที่ต้องการความเร็วในการประมวลผลสูง สามารถซื้อมาใช้งานได้แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่กำลังทรัพย์และลักษณะงานของแต่ละคนจะตัดสินใจซื้อมาใช้งานกันนะครับ

ทีนี้ ทุกคนก็คงจะคลายความสงสัยได้บ้างแล้ว หวังว่าทุกคนคงชอบนะ ถ้ามีข้อติชม แนะนำ สงสัย แก้ไข อะไรก็บอกกันได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมจะได้นำไปปรับปรุงในครั้งต่อๆไป