Marketing Geek – การวางแผนทางการตลาด
4 Jul
บทความที่แล้วเราได้พูดถึง การสร้างแบรนด์ไปแล้ว ในบทความนี้ เราจะไปดูต่อถึงการวางแผนทางการตลาด เพื่อสื่อสารแบรนด์ที่เราได้ออกแบบไว้แล้วไปยังลูกค้าครับ
ความสำคัญของการวางแผนทางการตลาด
คุณปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ กล่าวไว้ว่า บริษัทมีเวลาการปฏิบัติงานแค่สองช่วงเท่านั้น คือวันนี้ กับพรุ่งนี้ และการทำงานในวันนี้จะเป็นการสร้างวันพรุ่งนี้
ในการวางแผนการตลาด หรือการกำหนดกลยุทธทางการตลาดนั้น จะต้องพิจารณาถึงมูลค่า หรือคุณค่าของสินค้าหรือบริการ รวมถึงมุมมองของลูกค้า หรือปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า หรือบริการนั้นๆ
คำถามที่ต้องถามก่อนเพื่อวิเคราะห์มูลค่าของสินค้าและบริการ
- ต้นทุนของสินค้าและบริการนั้น เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยหรือเปล่า
- จำเป็นที่ต้องมี Features ทั้งหมดนั่นเลยหรือไม่
- สินค้าและบริการของเราสำหรับ ลูกค้าแบบกว้างๆไม่เจาะจงกลุ่ม (Mass) หรือเฉพาะเจาะจง (Niche)
- ส่วนต่างๆที่ประกอบกันในสินค้าและบริการของเรา สามารถลดต้นทุนลงอีกได้หรือไม่
- มี Partner หรือ Supplier รายอื่นที่สามารถผลิตสินค้า หรือส่วนของสินค้าและบริการได้ถูกกว่าที่มีอยู่หรือไม่
มิติของคุณค่าในสายตาของลูกค้า (Dimensions of consumer value)
เราจะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และบริการของเรา มีอยู่ 3 ส่วนที่ต้องพิจารณาคือ
- Extrinsic vs Intrinsic Value เป็นคุณค่าจากภายนอก คือต้องมีสิ่งภายนอกมาช่วยให้เกิดคุณค่า เช่นตะปูต้องมีค้อนมาช่วยตอก หรือว่าเป็นคุณค่าจากภายในตัวมันเอง เช่น ร้าน The Forum Shops ใน Las Vegas (ดูรายละเอียดได้ที่ www.forumshops.com)
- Active vs Reactive Value เป็นคุณค่าที่เกิดจากการทำงาน หรือได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่นเกม Crossword, IKEA หรือว่าเป็นแบบที่ตอบสนองก็เกิดคุณค่าแล้ว เช่น โรงภาพยนตร์
- Self vs Other Oriented (Me vs We) เป็นแบบที่มีเป้าหมายให้เฉพาะตัว คือได้ประโยชน์คนเดียว หรือทั้งหมดทุกคน เช่นเรื่องของ Green การรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่าใช้สินค้าและบริการนี้แล้วช่วยลดโลกร้อน หรือเอาเงินส่วนหนึ่งไปทำบุญ
ปัจจัยที่ทำให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าและบริการ
ลูกค้าไม่ได้ซื้อตัวสินค้าและบริการ แต่ลูกค้าซื้อผลประโยชน์ที่ตัวลูกค้าได้รับ (Benefits) ซึ่งอาจมองจาก 5 ปัจจัยดังนี้
- Functional Value คุณค่าจากการทำงานจริง
- Emotional Value จากอารมณ์หรือความรู้สึกที่ได้รับ
- Social Value จากการเป็นที่ยอมรับในสังคม การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อน เช่น BB
- Novelty Value จากความใหม่ การเบื่อของเก่า อยากลองของใหม่
- Situational Value จากสถานการณ์ต่างๆ
การวางแผนทางการตลาด
มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ
- Market Choice ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ การกำหนดนิยามของตลาดของเรา การหากลุ่มลูกค้า (Segmentation), สร้างความแตกต่างทำ Positioning และต้องดูว่าตลาดที่เราต้องการเข้าไปนั้น น่าสนใจจริงหรือไม่ อะไรดึงดูดลูกค้า และเราเลือกที่จะเข้าไปเป็นแบบไหน ผู้นำในตลาด, ผู้ตามที่รวดเร็ว, ผู้ผลิตให้กับผู้นำตลาด ฯลฯ
- Value Proposition กำหนดคุณค่าทีเราจะเสนอให้ลูกค้า ซึ่งเกิดจากแบรนด์ และทิศทางของแบรนด์ที่เราสร้าง เป้าหมายของบริษัท ความแตกต่างจากคู่แข่ง
- The Key Relationships มุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง ลูกค้า คู่แข่ง และผู้ร่วมงาน
คุณค่าของส่วนแบ่งทางการตลาด
แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. กลุ่มที่มีรูรั่วของการตลาด ผู้ใช้ไม้ได้ใช้สินค้าและบริการของเรา แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อยคือ
- Service not offered หมายถึงส่วนที่สินค้าและบริการที่มีอยู่ ไม่ครอบคลุมการให้บริการนั้น อาจเกิดจากความล้าหลังทางเทคโนโลยี หรือเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ แต่ยังไม่มีใครเสนอให้ ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ เพราะอาจเป็นช่องทางใหม่ๆให้เราเข้าไปเติมเต็มได้
- Customers not covered หมายถึงสินค้าและบริการนั้น ไม่ได้ตอบโจทย์ได้จริง หรือว่าไม่ได้เข้าใจลูกค้าที่ดีพอ
- Customers competed for and lost หมายถึงสินค้าและบริการนั้นเกิดความผิดพลาด หรือเกิดปัญหาบางอย่าง ลูกค้าตั้งใจจะซื้อในตอนแรก แต่เปลี่ยนใจไม่ซื้อแล้ว ในกลุ่มนี้นักการตลาดจะทำ Market Research เพื่อหาว่าเกิดอะไรขึ้น ? หรือเกิดความผิดพลาดอะไร ? ทำไมลูกค้าถึงไม่ซื้อ ? เพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น
2. กลุ่มที่เป็นส่วนแบ่งทางการตลาดของเรา
แบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อยคือ
- Customers competed for and win หมายถึงลูกค้าตั้งใจจะซื้อสินค้าและบริการเรา แล้วก็ซื้อจริงๆ ในกลุ่มนี้เราต้องคอยเช็คความพึงพอใจ ติดตามดูว่าหลังจากใช้สินค้าและบริการไปแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งในกลุ่มย่อยนี้ อาจแบ่งเป็นกลุ่มย่อยย่อยลงไปอีก เป็นแบบลูกค้าที่จงรักภักดี ลูกค้าที่อาจจะเปลี่ยนใจ ฯลฯ
- Customers not competed for หมายถึงลูกค้าไม่ได้ตั้งใจจะมาซื้อในตอนแรก แต่ก็ซื้อ เรียกว่าเป็น Impulse Buyer อันนี้อาจเกิดจากโปรโมชั่น หรือโฆษณาที่ถูกใจ หรือว่าตอนแรกตั้งใจจะมาซื้อแบรนด์ A แต่สุดท้ายกลับเปลี่ยนมาซื้อแบรนด์ B นักการตลาดก็จะตามหาว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ลูกค้ากลุ่มนี้ตัดสินใจซื้อ อะไรทำให้เปลี่ยนใจ ซึ่งอาจใช้วิธีสำรวจเก็บข้อมูลลูกค้าก่อนเข้าว่าจะซื้ออะไร เทียบกับหลังจากออกมาแล้ว ก็จะได้ส่วนต่างที่ไม่ตรงกับที่ตั้งใจจะมาซื้อนั่นเอง
จบแล้วครับตอนนี้ สวัสดีครับ
![]()

Recent Comments